วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ล้างพิษ

ปัจจุบันมีผู้นิยมล้างพิษตับและถุงน้ำดีด้วยวิธีต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มักเริ่มจากขั้นตอนของการอดอาหาร โดยอดอาหารประเภทไขมัน เนื้อสัตว์และนม ขั้นตอนต่อมาคือ แนะนำให้ทานน้ำแอปเปิ้ลเขียว ดีเกลือ น้ำมันมะกอกร่วมกับน้ำมะนาว
จากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เป็นการแนะนำให้อดอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทน เช่น น้ำแอปเปิ้ลเขียวซึ่งมีกรดมาลิก (Malic acid) ซึ่งช่วยขับไขมันออกจากเซลล์ตับและทำให้นิ่วในถุงน้ำดีอ่อนตัวลง ส่วนดีเกลือหรือแมกนีเซียมซัลเฟตเป็นยาถ่ายที่มีรสเค็มจนขม น้ำมันมะกอกและน้ำมะนาวทำให้ถุงน้ำดีบีบตัวและท่อน้ำดีหดตัว ดังนั้นการล้างพิษตับและถุงน้ำดี หากทำถูกวิธีโดยผู้มีประสบการณ์จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
แต่ก็ต้องระวังอันตราย เนื่องจากตับและถุงน้ำดีเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย หากเกิดนิ่วในถุงน้ำดีขนาดเกิน 0.5 เซนติเมตร ก้อนนิ่วอาจหลุดไปอุดตันในท่อน้ำดี ทำให้ท่อน้ำดีและถุงน้ำดีอักเสบ เกิดอาการปวดท้องบริเวณด้านบนขวาและมีไข้ ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการดังกล่าวต้องพบแพทย์ทันที


ก่อนการล้างพิษตับุและถุงน้ำดีควรตรวจสุขภาพด้วยการอัลตราซาวนด์ตับและถุงน้ำดีก่อน ผู้ที่มีนิ่วขนาดใหญ่หรือมีการติดเชื้อในถุงน้ำดี โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ไต มะเร็งระยะลุกลาม และร่างกายอ่อนเพลีย ควรมีผู้เชี่ยวชาญดูแล เพราะขณะทำการล้างพิษนั้น ความดันโลหิตจะสูงกว่าปกติและอาจเกิดภาวะบวมน้ำจากการดื่มน้ำดีเกลือ รวมทั้งร่างกายอาจจะขาดน้ำและสารอาหารหากอดอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน
การล้างพิษตับนั้นดีแน่ แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินและควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลดีดีจากหนังสือชีวจิต

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทุเรียน กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

ทุเรียน…แค่ได้ยินสาวกทั้งหลายเป็นน้ำลายสอ แต่สิ่งที่สาวๆ ต่างกังวลหลังจากจัดการเจ้าทุเรียนหอมหวานลงไปในท้องแล้วก็คือความอ้วน เนื่องจากทุเรียนให้พลังงานและแคลอรี่สูง เพราะมีสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก จึงต้องกินให้พอดี โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องระวังเพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้

แล้วทุเรียน กินอย่างไรไม่ให้อ้วน…

ง่ายๆนะคะ เพียงแค่ตื่นขึ้นมากินตอนประมาณ 05.00 น. อาจจะเช้าหน่อย แต่คุ้มค่าค่ะ!!! เพราะนอกจากไม่อ้วนแล้วยังช่วยในการฆ่าพยาธิประจำปีได้ด้วย อาจจะผิดเวลาของการลิ้มรสทุเรียนหน่อย ถือซะว่ากินเป็นยา กินแล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆ มีคำแนะนำจากแพทย์ว่าควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารเช้าทั้งสองวัน ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ในการดีท๊อกซ์ลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิด้วย

ทุเรียนเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกร้อน อาจทำให้ผู้ที่โรคประจำตัวอยู่แล้วอาการกำเริบเร็วขึ้น ส่วนประชาชนทั่วไปที่ชอบกินทุเรียน ก็ควรหมั่นออกกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานและไปเผาผลาญสารอาหารที่เกินจำเป็น ซึ่งจะไปสะสมในร่างกายในรูปของความอ้วน แม้จะอร่อยแต่ก็ต้องกินกันอย่างมีสตินะคะ

นอกจากนี้ตามความเชื่อคนไทยแต่โบราณ เชื่อว่าหากกินทุเรียนซึ่งถือว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ก็ควรกินมังคุดซึ่งเป็นราชินีแห่งผลไม้ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากทุเรียนเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกร้อน ดังนั้นจึงควรกินมังคุดตาม เพราะมังคุดมีรสเย็น ช่วยลดอาการแน่นเฟ้อ อึดอัดในท้อง เรอไม่มีกลิ่นเหม็นค่ะ

ขอขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจาก www.vanneza.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลำไย











ลำไย ชื่อวิทยาศาสตร์: Dimocarpus longan(มักเขียนผิดเป็น ลำใย) มีชื่อเรียกพื้นบ้านว่า บ่าลำไย ชื่อ
ภาษาอังกฤษว่าลองแกน (Longan) วงศ์ Sapindaceae เป็นพืชพื้นเมืองในพื้นที่ราบต่ำของลังกาอินเดียตอนใต้ บังกลาเทศ พม่าและจีนภาคใต้ เป็นพืชไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสีน้ำตาล ออกดอกเป็นช่อ สีขาวครีม ผลทรงกลมเป็นช่อ ผลดิบเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว ผลสุกสีน้ำตาลล้วน เนื้อลำไยสีขาวหรือชมพูอ่อน เมล็ดสีดำเป็นมัน เนื้อล่อนเม็ด

ประโยชน์ของลำไย
เปลือกของต้นมีสีน้ำตาลอ่อนหรือเทาและมีรสฝาดใช้ต้มเป็นยาหม้อแก้ท้องร่วง ลำต้นมีขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30-40 ฟุต เนื้อไม้มีสีแดงและแข็งสามารถใช้ทำเครื่องใช้ประดับบ้านได้ เนื้อลำไยกินสดเป็นผลไม้ ทำเป็นอาหารหวาน เช่น ข้าวเหนียวเปียกลำไย วุ้นลำไย ลำไยลอยแก้ว น้ำลำไย หรือแปรรูป เช่น บรรจุกระป๋อง ตากแห้ งสามารถทำเป็นชาชงดื่ม เป็นยาบำรุงกำลังช่วยให้หลับสบายเจริญอาหาร แต่ถ้กินลำไยมากเกินไปจะเกิดอาการร้อนใน แผลในปาก หรือตาแฉะได้

คุณค่าทางอาหารของลำไย

กองวิทยาศาสตร์กรมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยได้ทำการวิเคราะห์ส่วนประกอบของลำไยปรากฏผลว่า
ลำไยสดทั่วไปประกอบด้วยน้ำ 81.1% คาร์โบไฮเดรต 16.98% โปรตีน 0.97% เถ้า 0.56% กาก 0.28% และไขมัน 0.11%
ในลำไยสด 100 กรัม จะมีค่าความร้อน 72.8 แคลอรีและมีวิตามิน 69.2 มิลลิกรัมแคลเซียม 57 มิลลิกรัมฟอสฟอรัส 35.17 มิลลิกรัมและธาตุเหล็ก 0.35มิลลิกรัม
ลำไยแห้งประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 69.06% น้ำ 21.27%โปรตีน 4.61%เถ้า 3.33% กาก 1.50% และไขมัน 0.171%
ลำไยแห้ง 100 กรัม จะมีค่าความร้อน 296.1แคลอรี แคลเซียม 32.05มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 150.5มิลลิกรัมโซเดียม 4.78มิลลิกรัม เหล็ก 2.85มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1390.3มิลลิกรัม กรดแฟนโทซินิค 0.72มิลลิกรัมวิตามินบี 12จำนวน 1.08มิลลิกรัม
ในเมล็ดลำไยมีปริมาณโปรตีนรวม 6.5% ปริมาณไขมันรวม1.94% และปริมาณเยื่อใยรวมเป็น 8.33% ค่าพลังงานที่ใช้ประยชน์ได้จริงเป็น 3,365 kcal/kg สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ได้ ในเปลือกหุ้มเมล็ดของลำไยมีปริมาณแทนนินสูง

ประวัติ
ลำไยเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ซึ่งอาจมีถิ่นกำเนิดในลังกาอินเดียพม่าหรือจีนแต่ที่พบหลักฐานที่ปรากฏในวรรณคดีของจีนในสมัยพระเจ้าเซ็งแทงของจีนเมื่อ 1,766 ปีก่อนคริสกาลและจากหนังสือRuYaของจีนเมื่อ 110 ปีก่อนคริสตกาลได้มีการกล่าวถึงลำไยไว้แล้ว และชาวยุโรปได้เดินทางไปยังประเทศจีนเมื่อปีพ.ศ. 1514 ก็เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับลำไยไว้ในปีพ.ศ. 1585 แสดงว่าลำไยมีการปลูกในจีนที่มณฑลกวางตุ้งเสฉวนมีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกียน

ลำไยได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศอินเดีย ลังกา พม่าและประเทศแถบเอเชียลังกาพม่าและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้าสู่ประเทศอเมริกาในปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ในประเทศไทย ทางภาคเหนือมีลำไยพันธุ์พื้นเมืองเรียก "ลำไยกะลา" ในสมัยรัชการลที่ 5 มีชาวจีนนำพันธู์ลำไยเข้ามาถวายพระราชชายา เจ้าดารารัศมี จำนวน 5 ต้น เป็นพันธุ์เบี้ยวเขียว ทรงให้ปลูกที่เชียงใหม่ 3 ต้น ที่ตรอกจันทร์ กรุงเทพฯ 2 ต้น หลักฐานที่พบเป็นต้นลำไยในสวนเก่าแก่ของ ร.อ.หลวงราญอริพล (เหรียญสรรพเสน) ที่ปลูกในตรอกจันทร์ถนนสาธุประดิษฐ์ใกล้วัดปริวาศในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมามีการขยายพันธุ์จากต้นในจังหวัดเชียงใหม่จากนั้นก็ขยายสู่ภูมิภาคต่างๆในล้านนาโดยการเพาะเมล็ดจนเกิดการกลายพันธุ์ (Mutation) เกิดพันธุ์ใหม่ตามสภาพคุณลักษณะที่ดีของภูมิอากาศที่เหมาะสมและเกื้อกูลต่อการเจริญเติบโตของลำไย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดลำพูนมีสภาพภูมิประเทศที่ดีในลุ่มแม่น้ำใหญ่หลายสาย จนเกิดลำไยต้นหมื่นที่บ้านหนองช้างคืน อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งเก็บผลขายต้นเดียวได้ราคาเป็นหมื่น เมื่อปีพ.ศ. 2511 ผลิตผลต่อต้นได้ 40-50เข่งพัฒนาการของลำไยในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะที่จังหวัดลำพูนถ้านับจากการเสด็จกลับล้านนาครั้งแรกของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเมื่อปีพ.ศ. 2457จนถึงลำไยต้นหมื่นที่หนองช้างคืนเมื่อปีพ.ศ. 2511ก็พัฒนามาร่วม60ปีและถ้านับถึงปีปัจจุบัน มีการพัฒนาพันธุ์ร่วม90ปีแล้วจนขณะนี้มีลำไยมากมายหลายพันธุ์และมีการปลูกมากถึง157,220ไร่

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลัดดาวัลย์

ข้อมูลวิชาการจาก
งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาส
พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ
๕ ธันวาคม ๒๕๕๔


ชื่อสามัญ : Snow vine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Porana volubilis
วงศ์ : Convolvulaceae
ถิ่นกำเนิด : ประเทศอินเดีย
ลักษณะทั่วไป : ไม้เลื้อยขนาดเล็ก เจริญเติบโตค่อนข้างช้า
ทรงพุ่มไม่แน่นอนตามสถานที่ยึดเกาะ
ฤดูการออกดอก : ปลายฤดูฝน - กลางฤดูหนาว (ต.ค. - ธ.ค.)
เวลาที่ดอกหอม : ช่วงเช้าๆ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
การขยายพันธุ์ : การตอน ต้องเป็นกิ่งที่ใหญ่
เพราะพันธุ์ไม้ชนิดนี้กิ่งหักง่าย
การปักชำ ควรทำในช่วงฤดูฝน
การทับกิ่งบริเวณที่เป็นข้อ ควรทำในช่วงฤดูฝน และหาเศษวัสดุ
มาบังแสงเฉพาะส่วนที่ทับกิ่ง

ข้อดีของพันธุ์ไม้ : เป็นพันธุ์ไม้หอมเลื้อยที่การเจริญเติบโตไม่รวดเร็ว น้ำหนักต้นไม่มาก เหมาะที่จะทำเป็นไม้ขึ้นซุ้มที่นั่งพักผ่อน
ออกดอกพร้อมๆ กันเกือบทั้งต้น เวลาออกดอกจะสวยงามมาก
ต้องการน้ำไม่มากในการเจริญเติบโต
ราคาต้นพันธุ์ไม่แพง เนื่องจากมีมานานแล้ว

ข้อแนะนำ : การปลูกไม้หอมชนิดนี้เพื่อขึ้นซุ้ม ควรทำหลักปักและ
นำต้นมาผูกกับหลักนำต้นขึ้นซุ้ม เพราะโดยธรรมชาติของพันธุ์ไม้หอม
ชนิดนี้ไม่ค่อยเลื้อยขึ้นซุ้มเอง
ในการปลูกขึ้นซุ้มควรปลูกทุกเสาของซุ้ม จะทำให้ได้ซุ้มที่สวยงาม
เร็วขึ้น (ลงทุนค่าต้นพันธุ์เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้น)

ข้อมูลอื่นๆ : ที่สวนไม้หอมของฝ่ายปฏิบัติการวิจัยฯ ออกดอกเพียง
ปีละ 1 - 2 ครั้งเท่านั้น
เป็นพันธุ์ไม้หอมที่คนไทยไม่ค่อยสนใจปลูกกันเท่าไรนัก
อย่างไรก็ตามควรรักษาพันธุ์ไม้หอมชนิดนี้ไว้ให้อนุชน
รุ่นลูกหลานเราสักต้นก็ยังดี

สะตอ

การปรุงอาหาร 

ผักชื่อดังของภาคใต้ที่มีกลิ่นฉุนค่อนข้างรุนแรงจะเป็นอะไรได้ นอกจากสะตอที่เมื่อนำมาประกอบอาหารจะให้รสชาติที่อร่อยเป็นอย่างมาก โดยจะนำเอาส่วนของเมล็ดอ่อนและยอดของสะตอมาประกอบอาหาร ไม่ว่าจะนำมาผัดอย่างผัดสะตอ จะแกงสะตอก็ดี หรือว่าจะนำมาดองเก็บไว้รับประทานนานๆก็อร่อยไม่แพ้กัน และที่หลายคนชื่นชอบ คือการนำมารับประทานแบบสดๆแกล้มจิ้มกับน้ำพริกก็ชวนให้ลิ้มลองเพราะรสชาติที่มันและอร่อยเช่นกัน
สรรพคุณทางยา
สะตอมีสรรพคุณในการช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงลำไส้ด้วย สะตอจะทำให้เราผายลมสบายท้องเพราะจะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ตลอดจนป้องกันอาการกำเริบและรักษาอาการของโรคเบาหวานได้อีกด้วย เนื่องจากสะตอช่วยควบคุมปริมาณน้ำหวานในเลือดได้ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและที่สำคัญคือ ป้องกันการหมดสติและช็อกได้เป็นอย่างดี ในผู้ที่ลดน้ำหนัก

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทย

"5 สมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสูง"

คนไทยที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 22 โรคความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และโรคความดันโลหิตสูงยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจอีกด้วย สมุนไพรไทยที่มีผลช่วยลดอาการความดันโลหิตสูง ที่น่าสนใจมีดังนี้

1.กระเจี๊ยบแดง
จากการทดลองในสัตว์และมนุษย์ พบว่า กระเจี๊ยบแดงสามารถลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ขับยูริก รวมทั้งลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะภายหลังการผ่าตัดในไตได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการดื่มชากระเจี๊ยบวันละ 2-3 ครั้ง สามารถลดความดันโลหิตตัวล่างลงได้ตั้งแต่ร้อยละ 7.2 ถึง 13 เลยทีเดียว ดังนั้น ชากระเจี๊ยบจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

2.ขึ้นฉ่าย
“ขึ้นฉ่าย” ชาวเอเชีย นิยมใช้ขึ้นฉ่ายเป็นยาลดความดันโลหิตมากว่า ๒ พันปีแล้ว ชาวจีน ชาวเวียดนามแนะนำให้กินขึ้นฉ่ายวันละ 4 ต้น เพื่อรักษาความดันให้เป็นปกติ แพทย์อายุรเวทในอินเดียจะสั่งจ่ายเมล็ดขึ้นฉ่ายเพื่อขับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่บวมน้ำ ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า ขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ลดบวม คุมกำเนิด ลดจำนวนอสุจิ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ยับยั้งเนื้องอก ต้านการอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ขับระดู เป็นต้น

3.บัวบก
“บัวบก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากบัวบกทำให้การไหลเวียนของเลือดทั้งในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอยมีการไหลเวียนดีขึ้น มีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี จึงสามารถลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อระบบประสาท ทำให้การเรียนรู้ดีขึ้น มีฤทธิ์คลายความเครียด ซึ่งฤทธิ์คลายความเครียดนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงด้วย

4.คาวตอง หรือพลูคาว
“คาวตอง หรือพลูคาว” หมอยาทั่วไป ทั้งอีสาน ภาคเหนือ หรือไทยใหญ่มีความเชื่อว่าการกินคาวตองสดๆ กับน้ำพริก ลู่ ลาบ หรือใช้รากต้มกับปลาไหล รากตำเป็นน้ำพริกกินจะเป็นยารักษาโรคได้ เช่น ช่วยรักษาความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร พลูคาว นับเป็นผักสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยและจดสิทธิบัตรมากตัวหนึ่ง ซึ่งจากการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ต่างพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพลูคาวเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์ของหมอยาพื้นบ้าน

5.มะรุม
“มะรุม” นับเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด โดยจากประสบการณ์การใช้ของชาวบ้านทั้งในไทยและต่างประเทศ และการศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่า ส่วนของใบและรากของมะรุม มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตได้ รวมทั้งพบสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต เช่น niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niaziminin A and B

สำหรับตำรับยาแก้ความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องกินอย่างต่อเนื่อง เช่น ตำรับที่ 1 นำรากมาต้มกินเป็นซุป ตำรับที่ 2 นำยอดมาต้มกิน ตำรับที่ 3 นำยอดอุ๊ปใส่เนื้อวัวกิน ซึ่งต้องเป็นเนื้อวัวเท่านั้น ตำรับที่ 4 นำรากมะรุมต้มกับรากย่านางกิน ตำรับที่ 5 ใช้ยอดมะรุมสด โดยจะเป็นยอดอ่อนหรือยอดแก่ก็ได้ นำมาโขลกคั้นเอาน้ำ (ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปพอให้เหลวข้น) ผสมน้ำผึ้งพอหวาน กินวันละ ๒ ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว ยานี้จะช่วยลดความดัน เมื่อหยุดกินยาความดันโลหิตก็เพิ่มขึ้นมาอีก จึงต้องกินอย่างต่อเนื่อง โดยกินมะรุมทำเป็นอาหารเท่านั้น

***หมายเหตุ กรณีมะรุม ห้ามกินมะรุมผงแคปซูล (ทั้งใบมะรุม และเม็ดมะรุม) เพื่อลดความดันโลหิต เพราะเป็นอันตรายต่อตับ

(ข้อมูล : นิตยสารหมอชาวบ้าน เดือนกรกฎาคม 2557)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มะแว้ง ยาขับเสมหะ แก้ไอ


มะแว้งเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Solanum trilobatum  L.

วงศ์ :   Solanaceae

ชื่ออื่น :  มะแว้งเถา (กรุงเทพฯ ) แขว้งเควีย (ตาก)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น ลำต้นกลม สีเขียวเป็นมัน มีหนามแหลมตามกิ่งก้าน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ สีเขียวเป็นมัน แผ่นใบล่างมีหนามตามเส้นใบ ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบที่ปลายกิ่ง  ดอกสีม่วง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 แฉก ย่น ปลายแหลม โคนเชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้สีเหลืองมี 5 อัน ผล รูปทรงกลม ขนาด 0.5 ซม. ผิวเรียบ ผลดิบสีเขียวมีลายขาว ผลสุกสีแดงใส เมล็ดแบน มีจำนวนมาก
ส่วนที่ใช้ :  ราก ทั้งต้น ต้น ใบ ผลสดแก่โตเต็มที่ แต่ยังไม่สุก

สรรพคุณ :

ราก -  แก้โลหิตออกทางทวารหนัก ทวารเบา แก้ไอ แก้ขับเสมหะให้ตก แก้หืด ขับปัสสาวะ แก้ไข้สันนิบาต บำรุงธาตุ แก้น้ำลายเหนียว กระหายน้ำ แก้วัณโรค

ทั้งต้น - ขับเหงื่อ แก้ไอ แก้หืด ขับปัสสาวะ

ต้น - แก้หญิงท้องขึ้นในขณะมีครรภ์ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กระทุ้งพิษไข้ ขับปัสสาวะ

ใบ - บำรุงธาตุ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว

ผลสด - แก้ไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ รักษาโรคเบาหวาน บำรุงดี แก้น้ำลายเหนียว บำรุงเลือด แก้โลหิตออกทางทวารหนักทวารเบา

วิธีและปริมาณที่ใช้

แก้ไอ  แก้โรคหืดหอบ ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร
เอาผลมะแว้งเครือสดๆ 5-6 ผล นำมาเคี้ยวกลืน เฉพาะน้ำจนหมดรสขม แล้วคายกากทิ้งเสีย บำบัดอาการไอได้ผลชงัด

ใช้ผลสดๆ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาน้ำ ใส่เกลือ จิบบ่อยๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ รักษาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ใช้ผลมะแว้ง โตเต็มที่ 10-20 ผล รับประทานเป็นอาหาร เป็นผักจิ้มน้ำพริก

สารเคมี :
ใบ  มี  Tomatid - 5 - en -3-  ß - ol
 ดอก  มี Alkaloids, Cellulose, Pectins Unidentified organic acid Lignins, Unidentified saponins
 ผล  มี Enzyme oxidase, Vitamin A ค่อนข้างสูง

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชาพระจันทร์ยิ้ม (Earth Shine Tea) ทำจากใบชา 100%



ขนาดบรรจุ 1 ซองใหญ่มี 30 ซองเล็ก ทานวันละ 2 ซอง ทานได้ 15 วัน ราคา 200 บาท

วิธีการชง
 - ขนาด 1 ซองแช่ต่อน้ำ 1/2 ลิตร (น้ำ 3 แก้ว 500 ซีซี) สำหรับท่านที่ดื่มเพื่อสุขภาพในคนปกติ
 - ขนาด 2 ซองแช่ต่อน้ำ 1 ลิตร (น้ำ 5 แก้ว 1000 ซีซี) สำหรับท่านที่ต้องการล้างพิษเพื่อรักษาโรค ในกรณีที่เป็นเบาหวาน ไต โคเลสเตอรอล หรือภูมิแพ้
 - ต้มน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดเต็มที่ เทลงในภาชนะที่ชงกาน้ำชาที่เตรียมไว้ตามขนาดดังกล่าวข้างต้นทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที น้ำจะมีสีเหลืองชวนดื่มและมีกลิ่นหอม ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน
 - ตื่นนอนตอนเช้า ให้ดื่ม 2 แก้ว แก้วน้ำดื่มปกติ (200 ซีซี) หลังจากนั้นดื่มแทนน้ำทั้งวัน ตอนท้องว่าง หรือ ดื่มก่อนอาหาร 2 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น
 - หลังจากดื่มชา ให้ดื่มน้ำมาก ๆ (1:1) จะได้ผลดียิ่งขึ้น และถ้าสามารถออกกำลังกายตอนเย็น เพื่อให้เหงื่อออกขบวนการล้างพิษจะสมบูรณ์
 - สำหรับท่านที่เป็นเบาหวาน ไต โคเลสเตอรอล ตับอักเสบ ให้ดื่มอย่างจริงจัง โดยดื่มน้ำชา 1 ลิตร น้ำสะอาด 1 ลิตร ต่อวันโดยสลับกันดื่ม เป็นระยะตอนท้องว่าง จะเห็นผลภายใน 7-15 วัน จะฟื้นฟูร่างกายชัดเจน ฟื้นฟู ไต ตับอ่อน ช่วยล้างไต และทำให้เบาหวานกลับสู่ปกติ
 - หลังจากเปิดซองแล้วควรปิดให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้ง